title

การตกแต่งภายใน โดยใช้ “ Particle Board” กับไม้ “ MDF ” และ “ไม้อัด ตีโครง” คืออะไร เป็นอย่างไร ใช้ทำอะไร และแบบไหน ดีกว่ากัน

ในการตกแต่งภายใน ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด ร้านค้า หรือแม้กระทั่ง สำนักงาน (Office) แน่นอนครับว่า วัสดุหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญๆ ซึ่งขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือ “ไม้” ซึ่งวันนี้ผมจะนำความรู้ และประสบการณ์การทำเฟอร์นิเจอร์ที่สั่งสมมกว่า 30 ปี มาถ่ายทอดให้ทุกท่านที่สนใจ เพื่อไขปัญหา เพราะบางท่านยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ว่าทำไมราคาการตกแต่งภายใน จึงแตกต่างกัน โดยผมจะขออธิบายทีละหัวข้อนะครับ

1. ไม้ปาร์ติเกิล บอร์ด (Particle Board) หรือบางประเทศเรียกว่า ชิปบอร์ด (Chipboard)
สร้างมาจากการนำเศษชิ้นไม้ ชิปไม้ หรือแม้แต่ขี้เลื่อย มาอัดเข้ารูปเป็นแผ่น โดยใช้ความร้อน กาวพิเศษ และแรงอัด รวมทั้งกระบวนการทางเคมี เมื่อเปรียบเทียบกับ MDF แล้ว Particle Board จะมีราคาถูกกว่า ประมาณ 50% ซึ่งเมื่อนำมาใช้งาน มักนิยมนำมาปิดผิวด้วย เมลามีน หรือลามิเนต แล้วเคลือบเงาทับอีกชั้น

ข้อดี ของ Particle Board คือ
1. มีน้ำหนักเบา
2.ราคาถูก
3. ขนย้ายสะดวก
4. หาซื้อได้ง่าย

ข้อเสีย ของ Particle Board คือ
1. มีความแข็งแรงน้อยกว่า MDF และไม้จริง
2. ไม่สามารถโดนน้ำได้ เพราะอาจยุ่ย เปื่อยได้ ที่โดนน้ำได้เป็นเพราะพื้นผิวด้านนอก ปิดทับช่วยไว้
3. ไม่สามารถพ่นสีบนชิ้นงานได้
4. ปิดผิว PVC ได้ไม่เรียบร้อยนัก เนื่องจากขี้เลื่อยที่นำมาบีบอัด มีขนาดไม่เท่ากัน
5. เมื่อมีความชื้นเกิดขึ้น เชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้

สรุป ไม้ Particle Board นั้นเหมาะสำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นราคาถูก ไม่ค่อยเน้นเรื่องความแข็งแรงคงทน จึงไม่เหมาะกับการทำเฟอร์นิเจอร์แบบ Built in ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่ค่อยทราบ เวลาหาช่างมาทำ Built in แต่ราคาถูกเกินมาตรฐานทั่วๆไป จนน่าใจหาย สันนิฐานได้เลยครับ โดนหลอกชัวร์ นั่นไม่ได้เรียกว่า Built in ครับ แต่เป็นงานที่เรียกว่า Knock Down ถ้าท่านอยากทราบว่า ทั้ง 2 แบบ แตกต่างกันอย่างไร โปรดติดตาม บทความฉบับต่อไปครับ

2. MDF (Medium Density Fiberboard)
ถ้าแปลตรงตัว ก็คือ แผ่นใยไม้ที่อัดด้วยความหนาแน่นปานกลาง โดยไม้ชนิดนี้มีความคล้ายกับไม้ Particle Board คือเกิดจากการนำขี้เลื่อยของไม้ยางพารามาบดอัด เช่นเดียวกัน แต่ว่าสำหรับไม้ MDF นั้น จะต้องผ่านกระบวนการอัดไม้ ด้วยเครื่องบดอัดไม้เฉพาะที่มีแรงอัดสูงมาก พร้อมกับความร้อน ด้วยเครื่องเฉพาะทาง โดยใช้ความหนาแน่น ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (kg/m3) ด้วยกระบวนการที่มีความละเอียดซับซ้อนมากกว่า แน่นอนว่า ไม้ MDF ก็ต้องมีลักษณะที่พิเศษกว่าไม้ Particle Board แน่นอน นั่นคือ MDF จะมีลักษณะผิวที่เรียบเนียน เหมาะกับการนำไปทำสีพ่น หรือ ปิดผิวเมลามีน หรือ ลามิเนตได้ทุกชนิด

MDF ในประเทศไทย มีการผลิตจากวัสดุ 2 ชนิด ได้แก่ ไม้ยูคาลิปตัส และไม้ยางพารา โดย MDF ที่มาจากไม้ยูคาลิปตัสนั้น เหมาะแก่การนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องทำสีพ่น เพราะพื้นผิวจะเรียบเนียนทำสีได้ง่ายกว่า ทำให้ไม้ MDF มีราคาสูงกว่าไม้ Particle Board ประมาณ 20% Condominium ที่ราคาสูง หรือ High Class หน่อย โดยมากมักจะมีของแถมเป็นเฟอร์นิเจอร์ ที่ทำมาจากไม้ MDF เป็นส่วนใหญ่ แล้วจะทราบได้อย่าง ว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ทำมาจากอะไร ต้องลองให้อ่านให้จบครับ ผมจะเขียนวิธีสังเกตให้ท่านทราบ

3. ไม้ตีโครง หรือไม้อัดตีโครง (Ply Wood)
ใช้สำหรับการทำเฟอร์นิเจอร์แบบ Built in ซึ่งต้องทำที่โรงงาน และหน้างาน แทบจะพร้อมกัน ไม้อัดตีโครงมีหลายชนิด ในที่นี้ผู้เขียนจะเขียนแบบย่อ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆนะครับ

ยกตัวอย่าง ห้องนอนที่จะตกแต่ง ก่อนอื่นเลย ช่างไม้ หรือช่างเฟอร์นิเจอร์ จะเข้าไปสำรวจพื้นที่ โดยละเอียดทุกซอกทุกมุม เพื่อดำเนินการจัดทำเฟอร์นิเจอร์ Built in สมมติว่า กำลังตกแต่งผนังหัวเตียง เมื่อทำการวัดเสร็จแล้ว ช่างจะเตรียมวัสดุ ซึ่งก็คือ

1.ไม้โครง
- ไม้โครง สักจ๊อย หมายถึง เอาเศษไม้สักมาบด และผสานกาว น้ำยา และความร้อน จึงออกมาเป็นไม้โครง ส่วนมากจะมีขนาด 1” x 2” ยาวไม่เกิน 3 เมตร
- ไม้โครงยมหอม ทุเรียน ยางพารา เบญจพรรณ ตะแบก ตะเคียน

2.ไม้อัด
- ไม้อัดยาง
- ไม้อัดสัก
- ไม้อัดโอ๊ก
- ไม้อัดยางพารา
- ไม้อัดผสม

ซึ่งงานตกแต่งภายใน หรือบิ้วอิน ผมมักจะใช้ไม้สักจ๊อย เพราะทนทาน ปลวกไม่กิน เป็นไม้ที่แข็งแรง และแน่นอน ราคาก็ต้องสูงตามคุณภาพนะครับ ต่อจากนั้นก็จะนำแผ่นไม้อัดหนา 4-6 มิลลิเมตร ซึ่งถ้าต้องการสีธรรมชาติ จะนิยมใช้ไม้อัดสัก หรือไม้อัดโอ๊ก แต่ถ้าต้องการสีพ่น หรือปิดผิวด้วยวัสดุอื่นๆ ก็ใช้เป็นไม้อัดยางพารา แทนครับ

สรุป
Particle Board ราคาถูกที่สุด
MDF ราคาสูงกว่า 20%
ไม้อัดตีโครง ราคาสูงกว่า 30%

ทีนี้ผมจะอธิบาย เรื่องที่ว่าจะทราบได้อย่างไร ว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ทำมาจาก Particle Board MDF หรือ ไม้อัดตีโครง กรณีที่ทำมาจาก Particle Board
- ให้สังเกตด้านหลังของเฟอร์นิเจอร์ ตรงบริเวณด้านตัด หรือด้านที่เป็นส่วนหนาของแผ่นไม้ ถ้าเห็นว่ามีเศษไม้หยาบ เหมือนขี้เลื่อยอัดแน่นอยู่ นั่นแหละครับ Particle Board
- อ้าว แล้วถ้าช่างติดตั้งเรียบร้อยแล้วละ บางทีไม่ทันดู จะทำอย่างไร คำตอบคือ ให้สังเกตดูความหนาของแผ่นไม้ เช่น บานเปิดตู้ บานลิ้นชัก ลองใช้ไม้บรรทัดวัดความหนาดูครับ ถ้าหนา 15 – 19 มิลลิเมตร แบบนี้เป็น Particle Board แน่นอนครับ

กรณีที่ทำมาจาก MDF
- การดูคล้ายกับ Particle Board เลยครับ

กรณีที่ทำมาจาก ไม้อัดตีโครง
- แบบนี้ ดูที่ความหนาได้เลยครับ ถ้าเป็นไม้อัดตีโครงจะมีความหนามากกว่า Particle Board และ MDF โดยจะหนาประมาณ 25 มิลลิเมตร ขึ้นไป

ท่านใดที่มีคำถามเกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน สำนักงาน คอนโด หรือร้านค้า อยากหาผู้มีประสบการณ์ เป็นที่ปรึกษา (ฟรีครับ) หรืออยากให้ออกแบบ ตกแต่งให้ สอบถามมาได้ครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขอภัยมา ณ ที่นี้ครับ

ขอบคุณครับ
ผู้เขียน : Anuchart
0949622246
Email: design.by.thanuya@gmail.com